menu

กำจัดสาหร่าย และตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

กำจัดสาหร่าย และตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ กำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำแก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง ปรับลด PHได้ดี ไม่ทำลายจุลินทรีย์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำลายและควบคุมสาหร่ายทุกชนิด โดยจะยับยั้งการถ่ายทอดอิเล็คตรอนในปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายค่อยๆตายๆไปในที่สุด

1.ช่วยให้น้ำในบ่อโปร่งสวย เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ

2.ช่วยลดค่า PH ทำให้สัตว์น้ำ เช่นกุ้ง ปลา กบ ตะพาบน้ำ ไม่ป่วยเป็นโรคง่าย

3.เพิ่มปริมาณออกซิเจนให้มากขึ้น แก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง

4.ช่วยลดปัญหาสาหร่ายเข้าเหงือกสัตว์น้ำมีความปลอดภัยต่อคน และสัตว์

5.สามารถใช้ร่วมกับจุลินทรีย์ได้

อัตราการใช้

ใช้ อัลจี้ เคลียร์250กรัม/ไร่ ละลายในน้ำ20ลิตร หรือ 1กิโลกรัม/4ไร่ ละลายน้ำ80-100ลิตร แล้วนำไปสาดให้ทั่วบ่อหรือน้ำมีสีเขียว เข้มและหนืดควรเพิ่มปริมาณการใช้ให้มากขึ้น

ควรใช้ช่วงเช้าและเปิดเครื่องตีน้ำ

ไม่ควรใช้กับบ่อที่มีการเลี้ยงพืชน้ำ

ตะไคร่น้ำ คือ สาหร่ายเซลล์เดียวซึ่งเกาะยึดในพื้นที่ที่มีน้ำไหล เพราะน้ำที่ไหลมีทั้งออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และสารอาหารไหลเวียนดี แสงดี สาหร่ายพวกนี้จะมายึดเกาะ กลายเป็นผืนเขียว ๆ

ตะไคร่น้ำยังประกอบไปด้วยสาหร่ายชนิดต่าง ๆ รวมทั้งพวกไซยาโนแบคทีเรียมาเกาะกลุ่มอยู่รวมตัวกัน บางกลุ่มเกาะยึดในบริเวณที่เปียกชื้น บางกลุ่มอยู่ในน้ำ แต่ละกลุ่มจะมีสีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าตะไคร่น้ำมีสาหร่ายกลุ่มใดเป็นองค์ประกอบ

มักจะสับสนกับเทา ที่ป็นสาหร่ายน้ำจืด

ตะไคร่น้ำจัดอยู่ใน Protista Kingdom

Protista Kingdom

ลักษณะสำคัญของโปรติสตามีดังนี้ คือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่จัดเป็นพืชหรือสัตว์ มีโครงสร้างง่าย ๆ ส่วนมากประกอบด้วยเซลล์เดียว ( Unicellular )

บางชนิดมีหลายเซลล์รวมกันเป็นกลุ่ม ( Colony ) หรือเป็นสายยาว ( Filament ) แต่ยังไม่เป็นเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะ ไม่มีเอ็มบริโอ

บางชนิดสร้างอาหารได้เองเพราะมีคลอโรฟิลล์ เรียกว่า Autotrophic organism บางชนิดสร้างอาหารเองไม่ได้ เรียกว่า Heterotrophic organism

บางชนิดเป็นทั้ง Autotroph และ Heterotroph เรียกว่า Mixotrophic organism

Protozoa จัดอยู่ใน Phylum Protozoa มีเซลล์เดียว มีทั้งอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในดิน และสิ่งมีชีวิตอื่น บางชนิดอยู่เป็นอิสระ บางชนิดเป็น

ปรสิตบางชนิดอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแบบภาวะพึ่งพา บางชนิดอยู่แบบเกื้อกูล การสืบพันธุ์ส่วนมากสืบพันธุ์แบบแบ่งตัวเอง Binary fission , budding , conjugation โปรโตซัวส่วนใหญ่หากินแบบอิสระ

การจัดแบ่งโปรโตซัว แบ่งได้ดังนี้

1. พวกที่มีแส้ ( flagella ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Euglena , Volvox , Trypanosoma , Trichonympha , Trichomonas เป็นต้น

2. พวกที่มีขน ( cilia ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Paramecium , Vorticella เป็นต้น

3. พวกที่เคลื่อนที่โดยใช้การไหลของไซโตพลาสซึมที่เรียกว่า Pseudopodium เช่น Amoeba proteus , A. radiosa , Entamoeba coli , E. histolytica

E. gingivalis

4. พวกที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ ( Sporozoa ) เช่น Plasmodium , Monocystis ( เป็นพาราสิตอยู่ในถุงเก็บอสุจิของไส้เดือน )

Chlorophyta มีแป้งและที่สะสมอาหาร มี Chlorophyll a , b , Carotene , Xanthophyll มักมี Flagella ช่วยในการเคลื่อนที่

ตัวอย่าง

1. Spirogyra ( เทาน้ำ ) อยู่ในน้ำจืด บางคนใช้เป็นอาหารได้

2. Acetabularia เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่ใหญ่ที่สุด

3. Scenedemus ( ซีนเดสมัส ) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง

4. Protococcus ( ตะไคร่น้ำ )

5. Chlorella ( คลอเรลลา ) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง

6. Chlamydomonas

7. Ulothrix

8. Pediastrum
ทำไมต้องควบคุมวัชพืชนํ้า

พืชเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญในระบบนิเวศใต้น้ำแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือ พืชขนาดเล็กหรือสาหร่าย และพืชน้ำ โดยทั้งหมดจะผลิตออกซิเจนให้กับน้ำด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สาหร่ายเป็นพื้นฐานของห่วงโซ่อาหาร ส่วนพืชน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่อาศัยของสัตว์น้ำ อย่างไรก็ตามถ้าพืชหรือสาหร่ายเหล่านี้มีการเจริญมากเกินไป จะทำให้เกิดผลกระทบต่อน้ำและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ แหล่งน้ำที่มักมีการแพร่กระจายของพืชน้ำได้แก่ ท่อระบายน้ำ แอ่งและสระที่มีสารอินทรีย์มาก ทะเลสาบ ฯลฯ

วัชพืชเป็นสาเหตุของปัญหาดังต่อไปนี้

– รบกวนหรือขัดขวางให้กิจกรรมพักผ่อนหมดความอภิรมย์

– ทำให้ความงามของแหล่งน้ำลดลง

– ทำให้ประชากรปลาเสียสมดุล

– ทำให้ระดับออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen : DO) ในแหล่งน้ำลดลงอย่างมาก เนื่องจากการหายใจและการย่อยสลายของวัชพืช

– ทำให้น้ำนิ่งจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

– ทำให้น้ำมีกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์

– ทำให้น้ำในระบบต่าง ๆ เช่น คลองและอุโมงค์ส่งน้ำ มีการไหลย้อนกลับ

ประเภทของนํ้า

น้ำถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการเคลื่อนที่ ได้แก่

นํ้านิ่ง คือ ลักษณะที่น้ำอยู่นิ่งและไม่มีการไหลเป็นระยะเวลานาน ตัวอย่างเช่น น้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามน้ำนั้นยังไม่หยุดนิ่งอย่างสิ้นเชิงยังพอมีการเคลื่อนที่จากปัจจัยต่าง ๆ ได้บ้าง ตัวอย่างเช่น ลม และ

ความต่างของอุณหภูมิ เป็นต้น วัชพืชเติบโตในแหล่งน้ำนิ่งได้ดีโดยมีขอบเขตการเจริญตั้งแต่ผิวน้ำลงไปจนถึง

ความลึก 12 ฟุต หรือถ้าแหล่งน้ำมีความใสมากอาจลึกได้ถึง 20 ฟุต การใช้ยาปราบวัชพืชในพื้นที่นี้จะได้ผลดี

ยกเว้นในภาวะน้ำป่ าไหลหลาก เพราะภาวะดังกล่าวทำให้มวลน้ำมีการเคลื่อนที่อย่างฉับพลัน

นํ้าที่จำกัดการไหล คือ ลักษณะที่น้ำถูกจำกัดการไหลพบได้ในแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น ลำธาร เป็นต้น แหล่งน้ำ

ลักษณะนี้จะไม่มีน้ำอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซึ่งการควบคุมวัชพืชจะต้องอาศัยกระแสน้ำเป็นตัวช่วยกระจาย

สารออกฤทธ์ิทำให้เมื่อเวลาน้ำแห้งการควบคุมวัชพืชจะถูกจำกัดพื้นที่อย่างมาก รางหรือท่อน้ำล้นในพื้นที่

เกษตรกรรมก็จัดเป็นแหล่งน้ำที่กำจัดการไหลด้วย

นํ้าไหล คือ ลักษณะที่น้ำมีการไหลอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น คลองประปา คลองชลประทาน และแม่น้ำ เป็นต้น

เนื่องจากมีการไหลอยู่ตลอดเวลาทำให้สารออกฤทธ์ิกระจายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามจะต้องคำนึงถึงอัตราการไหล

ด้วย เพราะถ้าแหล่งน้ำมีการไหลที่แรงเกินไปจะทำให้ความเข้มข้นของสารออกฤทธ์ิในพื้นที่เป้ าหมายเจือจาง จน

ทำให้การควบคุมวัชพืชไม่ได้ผล

การจำแนกวัชพืชนํ้า

ขั้นตอนแรกของการควบคุมวัชพืชน้ำ คือ การจำแนก เพราะสารเคมีที่ใช้ในการปราบวัชพืชส่วนใหญ่จะให้ผลจำเพาะต่อชนิดของวัชพืชน้ำวัชพืชน้ำถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สาหร่ายและพืชดอก สาหร่ายมีโครงสร้างที่เรียบง่าย ไม่มีใบและลำต้นที่แท้จริง อย่างไรก็ตามสาหร่ายบางชนิดอาจมีความคล้ายคลึงกับพืชดอกได้ ตัวอย่างเช่น สาหร่ายไฟ (stonewort : Chara sp.) ดังนั้นเพื่อการควบคุมวัชพืชน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องทราบอนุกรมวิธานของพวกมันด้วย

สาหร่าย

สาหร่ายเซลล์เดียวในแหล่งน้ำเป็นสาเหตุของฝ้ า รวมไปถึงทำให้น้ำมีสีหากมีการเจริญที่มากเกินไป เช่นสีเขียว สีเขียวอ่อน สีแดง และสีดำเป็นต้น ภาวะอย่างนี้เรียกว่า “การบลูมของสาหร่าย” โดยปกติการบลูมจะเกิดขึ้นในภาวะที่มีสารอาหารมากในน้ำ ซึ่งสาหร่ายจะใช้สารอาหารเหล่านี้เพิ่มจำนวนตัวเองจนทำให้เกิดเป็นสีที่สังเกตได้ การใช้สารเคมีควบคุมสาหร่ายอาจได้ผลดีแต่ทันทีที่สาหร่ายเหล่านี้ตายลงปลาก็จะตายไปด้วยสาหร่ายเส้นใยโดยทั่วไปจะพบในลักษณะลอยเป็นทุ่นหรือแพในแหล่งน้ำ พบมากในแหล่งน้ำนิ่ง เช่นบึง และทะเลสาบ เป็นต้นตัวอย่างของสาหร่ายเส้นใยที่สำคัญได้แก่ สาหร่ายไฟ เป็นต้น

สาหร่ายไฟ มักเจริญในน้ำกระด้างจึงทำให้มีเปลือกหินปูนหุ้ม วัชพืชชนิดนี้มีราก ใบเรียงตามยาว และลำต้นพันเป็นขด ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกับพืชดอก ทั้งหมดของต้นพืชเจริญอยู่ใต้น้ำ และเนื่องจากมีเปลือกหินปูนหุ้มจึงทำให้การควบคุมสาหร่ายไฟทำได้ยาก การควบคุมสาหร่ายไฟที่ได้ผลจะต้องควบคุมในระยะที่มันยังเป็นต้นอ่อนหรือระยะที่ยังไม่มีเปลือกหินปูนหุ้ม

พืชดอก

พืชดอกที่เป็นวัชพืชสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามลักษณะของการเจริญในน้ำได้ดังนี้พืชใต้นํ้า (Submersed plants) มีรากยึดกับพื้นดินก้นแหล่งน้ำลำต้นและใบเจริญในมวลน้ำ ส่วนดอกจะมีการแทงยอดขึ้นเหนือน้ำ วิธีจำแนกพืชกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะใช้ลักษณะการเรียงตัวของใบและรูปทรงของใบ

วัชพืชใต้น้ำที่ควรรู้จักมีดังนี้

แหน (Curly-leaf pondweed : Potamogeton crispus) ใบมีการเรียงแบบสลับ เจริญเติบโตในช่วงฤดู

ใบไม้ผลิและตายในช่วงฤดูร้อน พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่น บึง ทะเลสาบ และคลองส่งน้ำ เป็นต้น

แหน (Leafy pondweed : Potamogeton foliosus) ใบมีรูปทรงเรียวและการเรียงตัวแบบสลับ พบได้ทั่วไป

ในบึงน้ำมากกว่าในทะเลสาบขนาดใหญ่

แหน (Waterthread pondweed : Potamogeton diversifolius) ใบมีลักษณะเป็นทุ่นขนาดเล็ก ชอบเจริญใน

บริเวณน้ำตื้น

สาหร่ายพุงชะโด (Coontail : Ceratophyllum demersum) ลำต้นมีกิ่งก้าน ใบเรียวแหลมเรียงตัวแบบก้น

หอย

สาหร่ายเส้นด้าย (Brittle naiad : Najas minor) ใบมีการเรียงตัวแบบตรงข้าม

สาหร่ายฉัตร (Eurasian watermilfoil : Myriophyllum spicatum) ใบมีการเรียงตัวรอบข้อของลำต้น (4

ใบ)

  • August 6, 2018
  • news
  •   no tag
  • Comments Off on กำจัดสาหร่าย และตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ